home register readnews weblink forum contact
homeindex tooyhelp clipvdo tooyghost colum

            
          


อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ฉายา คนตาทิพย์ ดูดวงให้ท่านตลอดปี 2560


คลิปวิดีโอ - คนตาทิพย์ ตุ้ย เอ็กซเรย์ ได้ทำนายไว้ว่า
บารัก โอบาม่า จะได้เป็น ประธานาธิบดี 2 สมัย
บอล กับ นาตาลี เป็นแค่เพื่อน เตรียมนับถอยหลัง

  สารบัญเว็บลิงค์
มุมสมุนไพร

AlternativeComplete.com แหล่งรวมความรู้สมุนไพรในการบำบัดรักษาโรค

herblpg.com :: ลำปางรักษ์สมุนไพร

samunpai.com สมุนไพรดอทคอม จุดหยุดเพื่อสุขภาพของคุณและคนที่คุณรัก


  สถิติเว็บไซต์


หน้าแรก » คนตาทิพย์ทะลุมิติ เรียบเรียงโดย ณัชพล เทพนิมิต » ตอนที่ 10 : ผีทารกมาบอก-พ่อข่มขืนลูกในไส้-หลอกทำแท้งพิมพ์ข่าว  ส่งข่าวนี้ให้เพื่อน

"ตอนที่ 10 : ผีทารกมาบอก-พ่อข่มขืนลูกในไส้-หลอกทำแท้ง "
ตอนที่ 10 : ผีทารกมาบอก-พ่อข่มขืนลูกในไส้-หลอกทำแท้ง

        เรื่องที่ผู้เขียน (ณัชพล เทพนิมิต) จะพาท่านผู้อ่าน ไปคุยกับ อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ ในวันนี้ คงจะเป็นอุธาหรณ์ได้อย่างดีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่พูดได้เต็มปากว่า “ชีวิตบัดซบ” ก็คงไม่ เพราะเป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถของครอบครัวหนึ่ง ที่ผู้นำครอบครัว ไม่ได้ทำตัวให้เป็นคนดี น่าเคารพ น่านับถือ ตามแบบอย่างของสังคมที่ดี ตามแบบครอบครัวตัวอย่างทั่วๆ ไป เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไปคุยกับ "อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์" ดีกว่าครับ
        อ.ตุ้ย เอ็กซเรย์ กล่าวว่า ความจริงเรื่องนี้ ผมไม่อยากจะเล่าเลยนะ แต่พอคิดไปคิดมา มันก็สมควรที่จะต้องแฉให้สังคมได้รับรู้บ้างว่า ครอบครัวแบบนี้ ในสังคมก็ยังมีอีกมาก เพียงแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว สังคมโซเชียลเน็กเวิร์ก มันยังไม่มี จึงไม่ค่อยได้เจอข่าวแบบนี้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นเท่ากับสังคมในยุคปัจจุบัน ที่เป็นยุคสื่อสารมวลชน เป็นยุคสังคมออนไลน์สังคมอินเตอร์เน็ต แล้วสังคมควรจะแก้ไขอย่างไร สังคมจะให้การช่วยเหลืออย่างไร เรื่องความชั่วร้ายดังกล่าว มันจึงจะไม่เกิดขึ้นในสังคม
        เพราะชีวิตของคนเราทุกคน เป็นของมีค่า แต่ระหว่างที่ชีวิตยังอยู่ในท้อง ระหว่างที่มันยังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาจะต้องเตรียมตัวเลี้ยงลูกอย่างไร ลูกที่เกิดมาจึงจะเป็นเด็กดี พอโตขึ้น ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า แต่ถ้าได้พ่อที่ไม่ดี  พ่อที่มีจิตใจไม่เหมือนกับมนุษย์โดยทั่วไป เป็นพ่อที่มีจิตใจต่ำ ไม่ได้ประเสริฐเหมือนความหมายของคำว่า "พ่อ" ผมหมายถึงพ่อบังเกิดเกล้าแท้ๆ เลยนะ ไม่ใช่คำว่า "พ่อเลี้ยง" สังคมจะทำอย่างไรดี ลองดูเรื่องนี้เป็นตัวอย่างครับ
        อ.ตุ้ย เริ่มลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานมากๆ แล้ว น่าจะประมาณ 40 ปีกว่านิดๆ ตอนนั้นผมคงจะมีอายุประมาณ 15 ปีเท่านั้น (ปัจจุบันอายุ 57 ปี) หลังบ้านผมที่ กรุงเทพฯ แถวศรีย่าน คือ ซอยร่วมจิตร ที่บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ ก็จะมี คุณแม่ คุณยาย พร้อมพี่อีก 2  น้องอีก 2  รวมทั้งหมดเป็น 7 คนในครอบครัว จึงถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง
   
        อยู่มาคืนหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม ผมก็ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องทัก ไม่ได้เป็นเสียงคำพูดนะครับ เป็นเสียงร้องแบบ “อื้อๆ อ้าๆ อื้อๆ อ้าๆ” เป็นเสียงร้องเรียกแบบ "เด็กทารก" ตอนนั้น ผมยังไม่ได้หลับนะครับ ผมลุกขึ้นมานั่งพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วในที่สุดก็ม่อยหลับไป คืนแรกก็แล้ว คืนที่สองก็มาทักอีก คืนที่สามก็ยังมาอีก แต่คืนที่สามคราวนี้ มันเหมือนเป็นเสียงเด็กทารกแบบมากันหลายคนแล้ว น้ำเสียงมีทั้ง เสียงสูง เสียงต่ำ ไม่เหมือนสองวันแรก
        จนกระทั่งคืนที่สี่ เขาก็ยังมาร้องทักผมอีก คราวนี้ผมประมาณว่า มันน่าจะเป็นเสียงเด็กทากรกประมาณ 3-4 คนขึ้นไป ทำให้ผมเกิดความสงสัยทันที ผมคิดในใจว่า มันเป็นเสียงเด็กทารกจากที่ไหนกันนะ จึงได้มาร้องทักผมแบบนี้ถึง 4 คืนติดต่อกันแล้ว ผมคิดในใจ พรุ่งนี้เช้า ผมจะต้องออกไปพิสูจน์ความจริงให้ได้ 

        **ผู้เขียนยิงคำถามทันที อาจารย์ครับ เสียงเด็กดังกล่าว น่าจะมีอายุประมาณกี่ขวบครับ?**
        อ.ตุ้ย กล่าวว่า น่าจะมีอายุประมาณ 2-3 ขวบเท่านั้น เพราะยังพูดไม่ได้ ได้แต่ร้องทัก “อื้อๆ อ้าๆ อื้อๆ อ้าๆ” หลังบ้านของผมนั้น มันจะมีบ้านและสวน ซึ่งปกติผมจะไม่ค่อยเข้าไปเดินเล่นสักเท่าไร เพราะบางทีมันก็ดูทึบๆ ดูวิเวกวังเวงยังไงชอบกล เช้าวันรุ่งขึ้น ผมเดินเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวทันที
        ผมเดินเข้าไปเจอครอบครัวหนึ่ง ขอเรียกชื่อว่า “ลุงแดง” นะครับ ลุงแดง น่าจะมีอายุประมาณ 50 เศษๆ ลุงแดง มีภรรยาและลูกสาวหนึ่งคน ลุงแดง เป็นคนเก็บตัวเงียบ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ผมมารู้ในภายหลังว่า เมียของลุงแดง ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว และลุงแดงก็มาเอาลูกสาวแท้ๆ ของตนเองมาเป็นภรรยา ลูกสาวน่าจะมีอายุประมาณ 18-19 ปี เรียกว่าเป็นสาวเต็มตัวแล้ว       
        ต่อมา ลูกสาวของลุงแดงที่กลายมาเป็นเมียของลุงแดง ก็เกิดท้องขึ้นมา แต่ในที่สุด ท้องแล้วก็หลุด ท้องอีกก็หลุดอีก หลุดมาแล้วถึง 2 ครั้ง จนในที่สุด ลุงแดง ก็มีลูกที่เกิดจากการสมสู่กับลูกของตนเองถึง 2 คน ผมทราบคร่าวๆ เพียงแค่นี้เอง แต่เรื่องยังไม่จบครับ วิญญาณเด็กทารกยังมากวนใจผมอีก มาร้องเรียก-ร้องทักผมเหมือนเช่นเดิม แต่คราวนี้ ผมลุกขึ้นมานั่งพร้อมกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ สื่อสารกับวิญญาณเด็กทารกดังกล่าวทางจิตทันที
        วิญญาณทารกถึงจะยังพูดไม่ได้ก็จริง แต่สามารถสื่อสารทางจิตให้ผมรับรู้ได้ หรือจับใจความได้ว่า วิญญาณของเขา มาจากหลังบ้านของผม และยังต้องรอ ต้องรอจนกว่าเขาจะมารับ แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ใครจะมารับกันแน่ ผมทราบคร่าวๆ เพียงแค่นี้เอง
        อีก 2-3 วันต่อมา ผมเดินเข้าไปที่บ้านลุงแดงอีก คราวนี้ เจอหน้า ลุงแดง จังๆ ลุงแดง ก็เอ็ดตะโร เอะอะโวยวาย ขับไล่ผมทันที ลุงแแดง ถามผมว่า เข้ามาทำไม ผมรู้อยู่แล้วว่า ลุงแดง ไม่ชอบคบกับใคร และก็ไม่ชอบเด็กๆ อีกด้วย ลุงแดง ไล่ผมให้ออกไปจากบ้านของเขา ผมก็เดินออกจากบริเวณบ้าน ลุงแดง อย่างว่านอนสอนง่าย

        **ผู้เขียนอดแปลกใจไม่ได้ จึงถาม อ.ตุ้ย ว่า บ้านของ ลุงแดง มีรั้วล้อมรอบขอบชิด หรือมีอาณาเขตให้เห็นชัดเจนหรือไม่ ห่างไกลจากบ้าน อ.ตุ้ย ประมาณกี่เมตร ?**
        อ.ตุ้ย กล่าวว่า ไม่มีรั้วล้อมรอบหรอกครับ แค่สร้างเป็นเพิงหมาแหงนแบบนั้นแหล่ะ ห่างไกลจากบ้านผมประมาณสัก 40 เมตร พอผมโดน ลุงแดง ไล่กลับ ผมก็กลับโดยดี แต่วันรุ่งขึ้น ผมก็ไปใหม่อีก แต่คราวนี้ ผมไม่เจอ ลุงแดง เลย มาทราบจากลูกสาวของลุงแดง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นภรรยาของลุงแดงไปแล้วว่า ลุงแดง ออกไปซื้อเหล้ากิน ผมต้องเรียกลูกสาว ลุงแดง ว่า พี่ สมมติว่าชื่อ “พี่เอ๋” ก็แล้วกันนะครับ เพราะอายุเธอแก่กว่าผมตั้ง 3-4 ปี ผมทัก พี่เอ๋ ว่า เป็นยังไงบ้าง  พี่เอ๋ย้อนถามผมว่า มาทำอะไรหรือ ตุ้ย ! ผมตอบทันทีว่า เปล่าครับ ผมจะมาช้อนหาลูกน้ำไปเลี้ยงปลาครับ แต่ความจริงผมต้องการมาสืบหาข้อเท็จจริง สืบหาข้อมูล เพราะวิญญาณทารกมาร้องทักผมถึง 4 คืนติดต่อกัน และยังบอกผมทางจิตด้วยว่า มาจากหลังบ้านผมเอง ผมจึงต้องโกหก พี่เอ๋ ไปว่า ผมมาช้อนหาลูกน้ำไปเลี้ยงปลา
         ผมเห็นลูก พี่เอ๋ ทั้ง 2 คน นอนหลับอยู่ในเปล ที่ทำโดยใช้ผ้าขะม้าผูกติดกับเสาไม้ ผมจึงถาม พี่เอ๋ ไปว่า ลูกเป็นยังไงบ้าง แล้ว ลุงแดง เป็นยังไง พี่เอ๋ พรั่งพรูออกมาทันที อย่าไปพูดถึง ลุงแดง เลย เอะอะโวยวาย เอาแต่เมาทั้งวัน พอเมาแล้ว ก็ชอบมาทุบตี พี่เอ๋ เป็นประจำ
         พี่เอ๋ เล่าต่อไปว่า มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นตนเองตั้งท้องเป็นครั้งแรก ลุงแดง ก็เมา พอลุกขึ้นมาได้ ก็เดินมาเหยียบท้อง พี่เอ๋ ทันที พร้อมกับด่าว่า มึงจะมาเกิดทำไมวะ ตอนนั้น พี่เอ๋ เจ็บท้องมาก ต้องทำการหลบเป็นพัลวัน ตอน ลุงแดง เหยียบท้องนั้น ยังไม่ได้เป็นสาเหตุของการแท้งลูกนะ แต่ต่อมา ลุงแดง ก็ไปหายามาให้กิน โดยหลอกว่าเป็นยาบำรุง แต่พอกินเข้าไปแล้ว ท้องไส้ก็ปั่นป่วน ปวดแสบปวดร้อนไปหมด จากนั้น เลือดก็หลั่งออกมาจากช่องคลอดมากมาย จนเป็นสาเหตุของการแท้งลูก พี่เอ๋ เล่าไป ร้องไห้ไป พี่เอ๋ กัดฟันพูดต่อไปว่า อยู่ไปก็อายชาวบ้านเขา ลูกในไส้มาเป็นเมียของพ่อ ถูกทั้งทำร้ายร่างกาย ถูกทั้งทุบตี จะไปไหนก็ไม่ได้ ให้นั่งนอนอยู่แต่ในบ้าน ชีวิตช่างโหดร้ายเหลือเกิน พี่เอ๋ ร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าเวทนาจริงๆ จนผมเกิดความสงสาร พี่เอ๋ เป็นอย่างมาก

        อ.ตุ้ย เล่ามาถึงตอนนี้ ผู้เขียนสังเกตุได้ว่า สีหน้าของ อ.ตุ้ย บ่งบอกได้ว่า ยังไม่ลืมเหตุการณ์และความทุกข์ของผู้หญิงคนหนึ่งอย่าง พี่เอ๋ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ อ.ตุ้ย ยังเป็นเด็กแค่อายุ 15 ปีเท่านั้น หรือใครที่ได้ยินก็แล้วแต่ จะต้องมีความรู้สึกสงสาร รู้สึกทุกข์ใจไปกับผู้ประสบเหตุการณ์เช่นนี้ทุกคน พี่เอ๋ เล่าต่อไปให้ อ.ตุ้ย ฟังว่า บางวันเธอคิดจะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็ยังเป็นห่วงลูกน้อยทั้งสอง ที่ยังแบเบาะ เพราะเกิดจากสายเลือดของตน พี่เอ๋ เล่าไป ก็ยังร้องให้สะอึกสะอื้นไปตลอดเวลา
         พี่เอ๋ เปิดเผยถึงพฤติกรรมของ ลุงแดง ว่า พ่อของเธอนั้น เมื่อเมาได้ที่แล้ว ก็จะมีอารมณ์ทางเพศและอยากร่วมหลับนอนกับเธอมาก แต่บางครั้ง พี่เอ๋ ยังไม่พร้อม ก็จะถูกทุบตี ถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้บางครั้งเธอทนเจ็บไม่ไหว เธอต้องกำมีดไว้ในมืออย่างเหนียวแน่น คิดว่าถ้าโดนพ่อตบตีคราวนี้อีก พี่เอ๋ จะใช้มีดแทงพ่อทันที แล้วความคาดหมายก็เป็นจริง พี่เอ๋ โดนพ่อทุบตีอีก เพราะความซาดิสต์ของพ่อ คือ ต้องเห็นคู่นอนได้รับความเจ็บปวดเสียก่อน หรือต้องเห็นคู่นอนหลั่งเลือด เกิดทุกข์ทรมานเสียก่อน จึงจะเกิดอารมณ์ทางเพศได้ พี่เอ๋ ใช้มีดที่เตรียมไว้แล้ว จ้วงแทง คุณพ่อหรือลุงแดง ทันที แต่คุณพ่อหรือลุงแดง ซึ่งกลายเป็นสามีไปแล้ว สามารถหลบได้ทัน พี่เอ๋ จึงต้องโดนซ้อมเสียสะบักสะบอม พี่เอ๋ ต้องใช้คำด่าคำสาปแช่ง ขอให้ลุงแดงตายไวๆ มีดวงตาก็ขอให้ตาบอดไวๆ อย่าได้เห็นอะไรเลย พี่เอ๋ บอก อ.ตุ้ย ว่า ตนเองสาปแช่ง ลุงแดง อย่างนี้ทุกวัน อย่าได้มีความเจริญรุ่งเรืองเหมือนอย่างคนอื่นเขา พี่เอ๋ สาปแช่งพ่อหรือสามีทุกวัน อ.ตุ้ย ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็สลดใจเป็นอย่างมาก
         ต่อมา มีอยู่คืนหนึ่ง ดูเหมือนคำสาปแช่งของ พี่เอ๋ เริ่มจะส่งผล อ.ตุ้ย เล่าต่อไปว่า ขณะที่ผมกำลังจะหลับในเวลาประมาณ 3-4 ทุ่ม ผมก็ได้ยินเสียงวิญญญาณเด็กทารก มาสื่อสารกับผมทางจิตอีกว่า “เดี๋ยวดู-เดี๋ยวดู” พูดสั้นๆ ประโยคนี้  แต่พูดซ้ำๆ ซากๆ พูดหลายครั้งหลายหน พูดเหมือนคนที่กำลังดีใจ ผมคิดในใจทันที เอ ! จะให้ผมดูอะไรกันนะ
  
         จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ผมเข้าไปที่สวนหลังบ้านอีกครั้ง ผมมุ่งตรงไปที่บ้านของ ลุงแดง ทันที  คราวนี้ผมทราบจาก พี่เอ๋ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าดีใจ พี่เอ๋ บอกผมว่า ลุงแดง ตาบอดไปข้างแล้ว สาเหตุคือ ลุงแดง เป็นโรคเบาหวาน ตอนแรกๆ ลุงแดง ก็ไม่ได้บอกใคร แล้วก็ไม่ยอมไปหาหมอเพื่อรักษาอีกด้วย ต่อมา สายตาก็เริ่มพร่ามัว จากพร่ามัวก็เริ่มมองไม่เห็น ผมถาม พี่เอ๋ ว่า แล้วลุงแดงไปไหนอีกล่ะ
         พี่เอ๋ กล่าวว่า ออกไปซื้อเหล้ามากินเหมือนเดิม อนิจา ! ผมฟังแล้วก็ต้องปลง ขนาดดวงตามองไม่เห็นไปข้างหนึ่งแล้วนะ ยังต้องออกไปซื้อเหล้ามากิน เรียกว่าเป็นคนติดเหล้างอมแงม
         ต่อมา หลังจากที่ได้คุยกับ พี่เอ๋ ไปประมาณ 2-3 เดือน ตีซะว่า ถ้าจะนับตั้งแต่วันที่ได้ยินเสียงเด็กทารกมาร้องทักทายผม ก็ประมาณ 6 เดือนหรือครึ่งปี ผมมาทราบภายหลังว่า ลุงแดง ตาบอดสนิททั้งสองข้างเลย คราวนี้ ลุงแดง เริ่มเกิดความเครียด เพราะดวงตามองไม่เห็นทั้งสองข้าง ลุงแดง เลยกลายเป็นคนเจ้าโทสะ โมโหร้าย ในเมื่อ ลุงแดง เป็นคนติดเหล้า แต่ตาบอด ก็เลยต้องใช้ พี่เอ๋ ออกไปซื้อเหล้ามาให้ พี่เอ๋ ก็ต้องอุ้มลูกคนเล็กกระเต็งออกไปซื้อเหล้า ให้ลูกคนโตอยู่บ้านตามลำพัง ผมดูแล้วช่างเป็นชีวิตที่น่าอเนจอนาถเสียเหลือเกิน จนกระทั่ง อยู่มาวันหนึ่ง ลุงแดง ก็ใช้ พี่เอ๋ ออกไปซื้อเหล้ามากินอีก กินจนเมาได้ที่แล้ว ลุงแดง ก็อาละวาดหนัก
  
         **ผู้เขียนแปลกใจว่า ลุงแดง ไม่ได้ทำมาหากิน หรือไม่ได้รับจ้างทำงานอะไรเลย แล้วลุงแดงจะไปเอาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงครอบครัวหรือซื้อเหล้ากินล่ะ ?**
         อ.ตุ้ย กล่าวว่า ลุงแดง มีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นเมียลุงแดงยังไม่ตาย น้องสาวแท้ๆ คนนี้ ก็เกือบโดน ลุงแดง ข่มขืนเป็นเมียเหมือนกัน พอน้องสาวคนนี้แต่งงานไป ก็อพยพย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่นทันที ที่น้องสาวคนนี้ส่งเงินมาให้ลุงแดงใช้นั้น หาใช่สงสาร ลุงแดง ไม่ แต่เป็นเพราะสงสารลูกของ พี่เอ๋ ทั้งสองคน หรือจะเรียกว่าเป็นหลานทั้งสองคน ก็คงไม่ผิด ซึ่งน้องสาว ลุงแดง รู้ดีว่า ลูกทั้งสองคนของ พี่เอ๋ นั้น เกิดจากการข่มขืนของ พี่ชายตนเองคือ ลุงแดง นั่นเอง ก็ไม่ได้ให้มากมาย เพราะไม่ได้เป็นคนรวย แค่พอกินพอใช้ พอประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้นเอง
         อ.ตุ้ย เล่าต่อไปว่า ช่วงนั้นถึงผมจะมีอายุแค่ 15 ปีก็จริง แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ผมจะช่วยเหลือหรือสานต่ออะไรได้บ้าง แต่ปรากฏว่า ภาพดำ ผมหมายถึงพอนึกถึง ลุงแดง ทีไร ก็จะปรากฏเป็นภาพดำทุกที ขณะเดียวกัน พอเจอหน้า พี่เอ๋ ทีไร ก็จะได้ยินเสียง พี๋เอ๋ สาปแช่งพ่อของเธอทุกทีเช่นกัน สาปแช่งว่า ขอให้พ่อของเธอตายไวๆ ดูซิ คำสาปแช่งขอให้พ่อของเธอตาบอด ก็ตาบอดแล้ว ดูคล้ายๆ กับว่า พี่เอ๋ กำลังมีจิตฟั่นเฟือน เหมือนคนที่มีเรื่องคิดมาก กลุ้มใจมาก จนดูจิตใจไม่เป็นคนปกติแล้ว แต่ผมก็สามารถรับรู้ทางจิตได้ว่า ลุงแดง กำลังจะเสียชีวิตในอีกไม่นานนี้อย่างแน่นอน
  
        จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง พี่เอ๋ ก็ถูก ลุงแดง ใช้ให้ไปซื้อเหล้ามากินเหมือนปกติ ซึ่งที่บริเวณหน้าบ้านของ ลุงแดง ก็มีแอ่งน้ำที่ ลุงแดง บางวันยังใช้ให้ พี่เอ๋ ช้อนลูกน้ำใส่ถุงมาขาย ค่ำคืนนั้น ลุงแดง คงเมาจัดไปหน่อย แอ่งน้ำก็เป็นแอ่งตื้นๆ สูงแค่ครึ่งน่องเท่านั้น พอ ลุงแดง เมาได้ที่ก็เอะอะโวยวาย แต่ช่วงหลังๆ ลุงแดง คงไม่มีอารมณ์ทางเซ็กซ์แล้ว เพราะเป็นโรคเบาหวานอย่างหนัก จนกระทั่งเบาหวานขึ้นตา ทำให้ดวงตาบอดทั้งสองข้าง ดูชีวิตของ ลุงแดง เป็นคนไม่มีราคา เป็นคนไม่มีศักดิ์ศรี เป็นคนที่เด็กๆ ไม่ให้ความเคารพแม้สักนิดเดียว ตกตอนดึก ลุงแดง จะลุกขึ้นมาอาเจียน พี่เอ๋ ก็ตักน้ำมาให้พ่อหรือลุงแดง ล้างหน้าล้างตา ตักน้ำมาให้บ้วนปากมาทำความสะอาด ขณะเดียวกัน ลูกพี่เอ๋ ก็ร้องไห้กวนอย่างหนัก พี๋เอ๋  ต้องบอกให้พ่อของเธอรอประเดี๋ยว รอไกวเปลกล่อมให้ลูกหลับเสียก่อน แล้วจะเอาน้ำมาให้ที่หลัง แต่ไม่ทันใจ ลุงแดง ลุกไปตักน้ำมาเอง ตักน้ำมาล้างหน้าล้างปาก ทำความสะอาดเอาเอง ช่วงนั้น น่าจะเป็นเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม

        เช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่า ลุงแดง ตายเสียแล้ว ตายในลักษณะ คว่ำหน้าลงตรงแอ่งน้ำหน้าบ้าน ขาดอากาศหายใจนั่นเอง แต่พี่เอ๋ ถึงแม้จะเป็นคู่ปรับ เจ็บช้ำน้ำใจกับพ่อมากก็จริง แต่ลึกๆ แล้ว ก็คงรู้ว่าตนเองเป็นลูก จึงรู้สึกเสียใจเป็นของธรรมดา เพื่อนบ้านสันนิษฐานว่า ตอนแรก ลุงแดง คงหลับไปแล้ว แต่ตอนดึก ลุงแดง คงจะตื่นและได้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ประกอบกับ ลุงแดง ยังมีโรคเกี่ยวกับอัมพฤกษ์ ขาไม่ค่อยมีแรง จึงเดินไม่ค่อยสะดวก เมื่อจะเดินไปเอาน้ำที่บริเวณหน้าบ้าน คราวนี้ได้เดินเสียหลัก เดินหกล้มคว่ำหน้าลงแอ่งน้ำพอดี แล้วไม่มีแรงพยุงตัวหรือลุกขึ้น จึงขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตทันที ผมมาประติดประต่อภาพเชิงซ้อน นับตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงเด็กทารกร้องทัก จนกระทั่งมาได้ยินเสียง พี่เอ๋ สาปแช่ง ลุงแดง ทุกวัน อีกทั้งคนทั้งซอยแถวบ้าน ต่างก็รู้สึกสังเวช สลดใจ สมน้ำหน้า ไม่มีใครรู้สึกสงสาร ลุงแดง เลยแม้สักคนเดียว

        ถามว่างานศพ “ลุงแดง” เขาจัดการอย่างไร วัดแถวบ้านก็มีนะ แต่สุดท้าย ก็เป็นงานศพแบบไม่มีญาติ ให้ทางวัดจัดการไป น้องสาว ลุงแดง ก็ไม่ได้สนใจที่จะมาจัดการงานศพของ พี่ชาย ส่วนพี่เอ๋ ก็หาทางอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น
         อ.ตุ้ย เล่าด้วยความสลดใจว่า ผมไม่ได้ดูถูกฐานะของ ลุงแดง หรือ พี่เอ๋ เลยนะ บ้านก็ไม่ได้เป็นบ้าน แค่เป็นเพิงหมาแหงนตามที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว ห้องน้ำ ห้องส้วม ก็ไม่มีประตูปิด เวลาเข้าไปใช้ ต้องหา อะไรมาบังไม่ให้ใครเห็นก็พอ เวลาอาบน้ำ ก็ต้องอาบน้ำบริเวณหน้าบ้าน มันช่างน่าอเนจอนาจจริงๆ
         ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำหรือดูถูกใคร แต่ผมอยากจะบอกว่า เมื่อเกิดเป็นพ่อแล้ว จะยัดเยียดในสิ่งไม่ดีให้กับลูกสาว หรือทำให้ลูกสาวต้องมีตราบาปไปตลอดชีวิตนั้น มันถูกต้องหรือไม่ จะว่าเป็นกฏแห่งกรรม เป็นแรงอธิษฐาน หรือ เป็นแรงสาปแช่งของลูกสาว ที่ทำให้ ลุงแดง อายุสั้น ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอเนจอนาถ น่าสังเวช ก็แล้วแต่จะคิด
         แต่เรื่องนี้ก็คงเป็นอุธาหรณ์สอนใจได้ว่า ความดีของคนเรานั้น ทุกคนต้องสร้าง และ ก็มีแต่บุญเท่านั้น ที่จะทำให้เราอยู่ในสังคมได้ อยู่ในสังคมโดยไม่ต้องลำบากนัก และถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เกี่ยวพันกับวิญญาณอย่างชัดเจน แต่มันก็มาจากเสียงวิญญาณของเด็กทารก ที่มาสื่อสารให้ผมได้ยินติดต่อกันถึง 4 คืนซ้อน อันเป็นสาเหตุให้ผมต้องสืบค้นหาความจริงจากสวนหลังบ้าน จนกระทั่งมารู้ความจริงของครอบครัว ลุงแดง  ผมว่าวิญญาณก็คงต้องการจะบอกอะไรบางอย่างกับเรา หรือ บอกกับคนที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเขาได้ ทำให้เรารู้ว่า ได้เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้ ครอบครัวของ ลุงแดง ที่ไม่มีคุณธรรมอะไรเลย
 
         สุดท้าย กรรมดี หรือ กรรมชั่วเท่านั้น ที่จะนำพาให้คนเรา ไปสู่ที่ดีอันมีสวรรค์หรือพรหมเป็นที่ไป หรือ ไปสู่ที่ไม่ดี อันมี นรก-เปรต-อสูรกาย-สัตว์เดรัจฉาน เป็นที่ไป จึงอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่านว่า จงสร้างแต่ความดี ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ระหว่างที่ยังมีโอกาสได้ทำ อย่าได้รังเร อย่าได้รอคอย เพราะคนเราทุกคนไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะตายเมื่องไร แต่ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย จะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง เพราะถ้าถึงตอนนั้น มันอาจจะสายเกินไปเสียแล้วก็ได้.     

-ณัชพล เทพนิมิต-


โดย : ณัชพล เทพนิมิต 
วันที่ 18 ตุลาคม 2557 เวลา 10:09:24 น.

คะแนน 4.50 จาก 5 คะแนน (4 ครั้ง)

activeshow mod ©
คนตาทิพย์, ตุ้ยเอ็กซเรย์, อ.ตุ้ย, นมสด, นมสดตุ้ย, นมสดตุ้ยเอ็กซเรย์, ตาทิพย์, เอ็กซเรย์, จักรินทร์, โกศัยดิลก, จักรินทร์โกศัยดิลก, ณัชพล, โรจน์ถาวร, สื่อมวลชน, สทช, เครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ, ยื่นหนังสือ, หลวงพ่อฤาษีลิงดำ, เรื่องผีๆ, คนตาทิพย์ทะลุมิติ, สัมพัสวิญญาณ, สุดยอดไทยแลนด์, ปรึกษาปัญหา, กาแฟตุ้ย